ผลการศึกษาใหม่จาก NYU ชี้ “วัคซีนจอห์นสัน” มีประสิทธิภาพต่ำแค่ 33% เมื่อเจอ “ไวรัสเดลตา” เปรียบเทียบกับ “ไฟเซอร์-โมเดอร์นา”

การศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก NYU ออกมาเปิดเผยว่า วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน 1 โดสนั้นมีประสิทธิภาพลดเหลือแค่ 33% ต่อไวรัสโควิด-19สายพันธุ์เดลตา B.1.617.2เมื่อเปรียบเทียบกับวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคและวัคซีนโมเดอร์นาที่มีราว 88% หลังฉีดครบ 2 เข็ม ส่งผลทำให้ชาวอเมริกัน 13 ล้านคนที่ได้รับต้องรีบหาเข็มกระตุ้นเพื่อป้องกัน

เดลีเมล สื่ออังกฤษว่า ผลการศึกใหม่ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก NYU ที่ถูกนำโพสต์ออนไลน์ในวันอังคาร(20) ระบุว่าวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันมีประสิทธิภาพต่ำในการป้อง กันไวรัสกลายพันธุ์เดลตาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย เมื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคและวัคซีนโมเดอร์นา

โดยในการวิจัยระบุว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพแค่ 33% ต่อการป่วยที่แสดงอาการเป็นผลมาจากไวรัสเดลตา และยังพบว่าระดับแอนติบอดี้ของผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นต่ำกว่า 5 – 7 เท่าเมื่อได้รับไวรัสเดลตา เปรียบเทียบกับระดับแอนติบอดี้ของผู้ป่วยที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคและวัคซีนโมเดอร์นาลดลง 3 เท่า เดลีเมล สื่ออังกฤษรายงาน

การค้นพบใหม่นี้สอดคล้องไปกับผลการศึกษาใหม่ของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเมื่อพฤษภาคมสำหรับประสิทธิภาพของวัคซีนแอสตราเซเนก้าที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับของวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โดยวัคซีนแอสตราเซเนก้ามีประสิทธิภาพต่ำแค่ 33% ต่อไวรัสเดลตาเมื่อฉีดไปเข็มแรก และผู้ทำการศึกษาต้องการให้ประชาชนอเมริกันจำนวน 13 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันให้ไปรับเข็มกระตุ้นที่ 2

สื่ออังกฤษชี้ว่า แต่ทว่าในเวลานี้องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ FDA ยังคงยืนยันว่าพลเมืองสหรัฐฯที่ได้รับวัคซีนโควิด-19ครบโดสจะยังไม่จำเป็นต้องได้รับเข็มกระตุ้น และไม่ดูเหมือนว่าทางสำนักงานจะเปลี่ยนแปลงทิศทางในเร็ววันนี้แต่การศึกษาใหม่ที่ออกมาอาจเป็นตัวกระตุ้นให้ทาง FDA ต้องตัดสินใจใหม่โดยผู้นำการวิจัยตั้งความหวังว่าผู้มีอำนาจจะอ่านงานวิจัยของเขาและคิดทบทวนเกี่ยวกับมัน

นาธานเนียล แลนเดา(Nathaniel Landau) นักไวรัสวิทยาประจำคณะแพทย์ศาสตร์กรอสแมน (Grossman School of Medicine)ของ NYU ที่เป็นผู้นำการศึกษากล่าวว่า “สารที่เรากำลังจะสื่อคือการไม่ได้ห้ามไม่ให้คนออกไปรับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน แต่เราหวังว่าในอนาคต มันจะสามารถได้รับการกระตุ้นจากอีก 1 โดสของวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันหรือจากวัคซีนไฟเซอร์-ไบออนเทคและวัคซีนโมเดอร์นา”

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญอื่นๆออกมาชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเหมือนเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้คาดไว้เป็นเพราะวัคซีนทั้งหมดจะทำงานได้ดีกว่าหากได้รับการฉีด 2 โดส “ผมมักคิดเสมอว่าและมักกล่าวว่าวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นวัคซีน 2 โดส” จอห์น มัวร์ (John Moore) นักไวรัสวิทยาประจำวิทยาลัยพทย์ศาสตร์เวลล์คอร์เนล( Weill Cornell Medicine )ในเมืองนิวยอร์ก ซิตี

โดยมัวร์ได้ชี้ไปถึงการศึกษาจำนวนไม่มากนักที่ได้ทำการศึกษาในลิงและในมนุษย์ที่แสดงถึงการมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันจำนวน 2 โดสเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพจากแค่ 1 โดสตามปกติ มัวร์กล่าวว่าการศึกษาใหม่นั้นน่าทึ่งเพราะทีมวิจัยไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตวัคซีน

วัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันออกมาที่หลังและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าวัคซีนเทคโนโลยี mRNA และยังแสดงประสิทธิภาพลดลงมากเมื่อพบกับไวรัสสายพันธุ์เดลตาและสายพันธุ์แลมบ์ดา ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันที่ได้รับวสัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นต้องพึ่งกับการการตอบโต้แรกเพื่อทำให้ระดับแอนติบอดี้ยังคงสูงซึ่งจะเป็นการยากเมื่อต้องเจอกับไวรัสโควิดกลาบพันธุ์ อากีโกะ อิวาซากิ (Akiko Iwasaki) นักภูมิคุ้มกันวิทยาประจำมหาวิทยาลัยเยลเปิดเผย

โดยในการวิจัยพบว่าลานเดาได้ทำการศึกษาตัวอย่างเลือดที่ได้จากอาสาสมัคร 17 คนที่ได้รับภูมิคุ้มกัน 2 โดสจากวัคซีนเทคโนโลยี mRNA และจาก 10 คนที่ได้รับวัคซีน 1 โดสของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน

ด้านโฆษกบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้ออกมาตอบโต้ผลการศึกษาใหม่ว่า “แต่การศึกษาใหม่นี้ไม่ได้กล่าวถึงธรรมชาติที่สมบูรณ์ของการป้องกันในภูมิคุ้มกัน” และชี้ต่อว่าในการศึกษาจำนวนหนึ่งที่บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นผู้สนับสนุนชี้ให้เห็นว่า วัคซีนให้ประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งต่อการระบาดที่รวดเร็วของไวรัสเดลตา”

ไวรัสเดลตากลายเป็นไวรัสที่น่ากลัวและคิดเป็น 83% ของการติดเชื้อทั้งหมดในสหรัฐฯอ้างอิงข้อมูลจาก CDC สหรัฐฯ ซึ่งถึงแม้ว่าไวรัสเดลตาจะทำให้มีการติดเชื้อเพิ่มแต่ทว่า 99% ของจำนวนการรักษาพยาบาลและการเสียชีวิตในสหรัฐฯขณะนี้เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ซึ่งในเวลาอัตราการรับภูมิคุ้มกันในสหรัฐฯยังคงไม่ขยับมีจำนวน 66% ของกลุ่มผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีน

เดลีเมลรายงานว่า ทั้งนี้การศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัย NYU นี้ยังไม่ผ่านการตรวจสอบแบบเพียร์ รีวิวและยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ